วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Review : Samsung Wave คลื่นลูกใหม่ "แรง อึด คุ้ม"


      
       บนเวทีการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่มี OS หลายตัวลงสมัครชิงชัย ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการอย่างซิมเบียนของโนเกีย, แบล็กเบอรีของ RIM, iOS ของแอปเปิล, วินโดวส์โฟนของไมโครซอฟท์ และแอนดรอยด์ของกูเกิล... ขาใหญ่ในวงการโทรศัพท์มือถืออย่างซัมซุง ที่ยืมจมูกคนอื่นหายใจมาเป็นเวลานาน มีหรือจะยอมพลาด ลุกขึ้นมาเปิดตัวระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า Bada "บาด้า"
      
       ซึ่งโทรศัพท์มือถือตัวแรกที่มีโอกาสได้เป็นหนูทดลอง หรือลองชิมลาง โอเอสใหม่คือ Samsung Wave (เวฟ) ที่ซัมซุงเคยประกาศไว้ในงานเปิดตัวบาด้าว่า เวฟจะเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการสมาร์ทโฟน
      
       จุดเด่นสำคัญของเวฟ ซึ่งนอกจากจะเป็นโทรศัพท์ที่ใช้โอเอสตัวใหม่แล้ว ยังใช้ซีพียู Samsung Hummingbird ความเร็ว 1GHz, หน้าจอ SuperAMOLED ขนาดกว้าง 3.3 นิ้ว, ใช้อินเตอร์เฟส TouchWiz 3.0, กล้อง 5 ล้านพิกเซล, รองรับเทคโนโลยี mDNle และการเชื่อมต่อ USB 3.0
      
       ถึงแม้ว่า "เวฟ" จะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ซัมซุงก็ปล่อย "เวฟ" ออกสู่ตลาดแล้วในราคา 12,900 บาท (ไม่รวมภาษี) ตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา โดยปัจจุบันในตลาดหาซื้อได้ค่อนข้างยากเนื่องจากเวฟล็อตแรกที่นำออกมา จำหน่ายราว 3,000 เครื่องได้หมดสต็อกเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับประสบปัญหาจอ SuperAMOLED ขาดตลาด ทำให้ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าของล็อตหน้าจะเข้ามาเมื่อใด
      
       Feature On Samsung Wave
      
       

       

      
       แน่นอนว่าอินเตอร์เฟสที่ซัมซุงเลือกใช้ในเวฟ คงหนีไม่พ้น TouchWiz 3.0 ซึ่งถือเป็นตัวล่าสุด โดยในหน้าหลักจะมีแถบเมนู และวิดเจ็ทอยู่ด้านล่าง เนื่องจากว่าเวฟมีการสั่งงานผ่านหน้าจอแบบสัมผัสและปุ่มกด ดังนั้นในหน้าแรกด้านล่างจะประกอบไปด้วยเมนูปุ่มกดตัวเลข รายชื่อ และข้อความ
      
       

      
       การใช้งานวิดเจ็ต สามารถเลือกวิดเจ็ตได้จากปุ่ม Widget ด้านซ้ายบน เพื่อดึงวิดเจ็ทออกมาวางบนหน้าว่างๆ ที่มีให้มา 7 หน้า โดยวิดเจ็ทที่มีมาให้ได้แก่ XE Currency, วิธีใช้, Google, วัน, วันเกิด, ปฏิทิน, Samsung App Store, วอลล์เปเปอร์, เพื่อนสนิท, Y! Finance clock และเว็บที่เข้าชมบ่อยๆ
      
       

      
       เมื่อคลิกและลากที่แถบแสดงสถานะด้านบน จะพบกับปุ่มการปิด-เปิดไวไฟ, บลูทูธ และปิดเสียงเรียกเข้า ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าในเมนู Setting ถัดลงมาถ้าผู้ใช้งานเปิดโปรแกรมเล่นเพลงอยู่ก็สามารถควบคุมการเล่นเพลง หรือปิดโปรแกรมได้จากหน้านี้เลย ด้านล่างจะมีการแจ้งเตือนอีเมล์เวลามีข้อความเข้ามาใหม่
      
       

      
       สำหรับแอปพลิเคชันที่ซัมซุงให้มานั้นเริ่มกันจาก แอคเคาท์ ส่วนตัว ซึ่งรวมเอาแอคเคาท์ต่างๆ ทั้งอีเมล และเครือข่ายสังคมทั้งหมดมาอยู่ในหน้าเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ผู้ใช้สามารถเพิ่มแอคเคาท์ และเลือกช่วงเวลาการซิงค์ข้อมูลแอคเคาท์นั้นได้ตามต้องการ
      
       

      
       การใช้งานอินเทอร์เน็ตทำงานได้ดี มีการตอบสนองที่ค่อนข้างไว แม้จะเชื่อมต่อผ่าน EDGE ของดีแทค การเชื่อมต่อผ่านไวไฟความเร็วขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ใช้งานกับจุดเชื่อมต่อ การแสดงผลทำได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ระบบ Auto Rotate หน้าจอทำงานได้รวดเร็ว การซูมหน้าเว็บเพจทำได้โดยการโดยการใช้นิ้วขยายออกบนหน้าจอ
      
       

      
       ถัดมาคือ Social Hub ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบาด้า ที่รวมเอาเครือข่ายสังคม, อีเมล และข้อความทั้งหมดที่เราตั้งค่าไว้ในโทรศัพท์มาอยู่ในหน้าเดียวกัน ผู้ใช้สามารถดูความเคลื่อนไหว และเลือกส่งข้อความไปยังบริการต่างๆ ได้ภายในหน้าเดียว
      
       

      
       ฟังก์ชัน ค้นหาสามารถเลือกค้นหาไฟล์ต่างๆ บนโทรศัพท์ โดยระบบจะทำการค้นหาทั้งจากสมุดโทรศัพท์, อีเมล และโฟลเดอร์ไฟล์ส่วนตัวในตัวเครื่อง ซึ่งผลการค้นหาสามารถทำได้ละเอียด แม่นยำดี หรือหากต้องการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำได้โดยผ่านเว็บไซต์ให้ บริการเสิร์ช เอ็นจิน Google หรือ Twitter
      
       

      
       ต่อมาที่ สรุปประจำวันจะแสดงผลการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งสภาพอากาศ, หุ้น, ข่าว และปฏิทินนัดหมายที่เกิดขึ้นแบบวันต่อวันการรายงานสภาพอากาศ จะรายงานใช้ข้อมูลจากเว็บไซด์ AccuWeather.com สามารถรายงานสภาพอากาศ ณ วันเวลาปัจจุบัน และรายงานล่วงหน้า สามารถเลือกจังหวัดที่เราต้องการทราบ รวมถึงการรายงานแบบละเอียดโดยจะลิงก์ข้อมูลไปยังหน้าเว็บไซด์ AccuWeather.com เพื่อดูรายงานที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น
      
       

      
       Y! Finance เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น สามารถเลือกดูหุ้น และอัพเดรดหุ้นเฉพาะตัวที่เราต้องการได้
      
       

      
       AP Mobile เป็นการรายงานข่าวจากสำนักข่าว AP สุดท้ายคือรายงานตารางนัดหมายต่างๆ
      
       

      
       มินิไดอารี ผู้ใช้สามารถสร้างไดอารีส่วนตัวได้ง่ายๆ เพียงการเลือก "สร้าง" จากนั้นทำการเพิ่มรูปถ่ายจากกล้อง หรือจากไฟล์ที่บันทึกในตัวเครื่อง ใส่สถานที่ และข้อความที่ต้องการบันทึกลงไป จากนั้นทำการบันทึกเพื่อจัดเก็บไดอารี
      
       

      
       สมุดบันทึก สามารถเลือกใส่สีให้กับพื้นหลังได้ และสามารถส่งข้อความที่บันทึกไปยังโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่ง หรือส่งเข้าอีเมลก็ทำได้
      
       

       

      
       การนำทาง การใช้งานแผนที่สามารถค้นหาตำแหน่งที่ตั้งที่เราต้องการได้โดยการป้อน ประเทศ, จังหวัด, ถนน และเลขที่ ซึ่งจะแสดงผลรูปแบบแผนที่ทั้งแบบ 2มิติ และ 3มิติ การนำทางไปสู่จุดหมาย การค้นหาสถานที่จุดสำคัญทำได้ค่อนข้างเร็ว แต่การรับตำแหน่งเพื่อนำทางไปสู่จุดหมายยังทำได้ค่อนข้างช้า
      
       

       

      
       "เกมส์" ในที่นี้ซัมซุงใส่เกมส์รถแข่งอย่าง Asphalt 5 มาให้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเกมที่โชว์ความสามารถของบาด้าออกมาได้ชัดเจนผ่านระบบ Accelerometer การควบคุมการเล่นเกมทำได้โดยการเอียงโทรศัพท์ไปมา
      
       

      
       เฟสบุ๊ก มีหน้าตาไม่ต่างจากเฟสบุ๊กบนสมาร์ทโฟนตัวอื่นๆ คือสามารถแสดงผลได้ 4 หน้าหลักคือหน้าแรก ข้อมูลส่วนตัว เพื่อนๆ และข้อความ สามารถอัปโหลตรูปขึ้นเว็บได้โดยตรงทั้งการถ่ายใหม่จากกล้อง หรือเลือกไฟล์รูปที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้ว
      
       

      
       บันทึกการโทรล่าสุดจะแสดงความเคลื่อนไหวที่เกิด ขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด, โทรศัพท์, ข้อความ, อีเมล, SNS และ IM การแสดงรายละเอียดของผู้สนทนาทำได้ละเอียดดี เพียงเลือกที่รายชื่อผู้ติดต่อ ระบบจะรายงานความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งข้อความเข้า, เวลาการโทร และระยะเวลาการใช้สาย
      
       

      
       การใช้งานโทรศัพท์นั้นมีหน้าตาไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนของซัมซุงรุ่น อื่นๆ คือมีแถบเลือกรายชื่อจากสมุดโทรศัพท์, ประวัติการโทร, รายชื่อที่ชอบ ปุ่มตัวเลขที่ให้มามีขนาดใหญ่ เมื่อกดเบอร์ไประบบจะทำการเดาเบอร์โทรศัพท์อัตโนมัติ ช่วยให้ง่ายต่อการค้นหาเบอร์ที่บันทึกอยู่ในตัวเครื่อง เมื่อได้เบอร์ที่ต้องการติดต่อสามารถเลือกได้ว่าจะโทรออกในรูปแบบเสียง, ส่งข้อความ หรือวิดีโอคอลล์
      
       หน้าจอโทรเข้า ตรงกลางจะแสดงชื่อ และเบอร์ผู้โทร ด้านล่างมีปุ่มยอมรับ, ปฏิเสธสายเรียกเข้า และปฏิเสธด้วย SMS ในส่วนของหน้าจอขณะสนทนา ด้านบนจะโชว์รูปผู้โทร ชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ ตรงกลางมีปุ่มพักสาย ด้านล่างมีปุ่มกดตัวเลข, รายชื่อ วางสาย, เปิดลำโพง, ปิดเสียง และเชื่อมต่อหูฟัง
      
       

      
       คีย์บอร์ดที่ให้มาเป็นแบบ Samsung Keypad ซึ่งจะ แสดงผลเป็น 3 แถว สำหรับภาษาไทยนั้น ใน 1ปุ่มจะมี ตัวอักษรและสระ 2-3 ตัว ผู้ใช้จะต้องกดซ้ำไปเพื่อได้ตัวอักษรที่ต้องการ ซึ่งถือว่าทำได้ค่อนข้างยากสำหรับคนที่ไม่เคยใช้คีย์บอร์ดแบบนี้ หรือคนที่มีนิ้วมือขนาดใหญ่
      
       

      
       สำหรับภาษาอังกฤษนั้นจะพิมพ์ได้ง่าย เนื่องจากแสดงผลในรูปแบบของ QWERTY และเมื่อเอียงตัวเครื่องก็จะได้คีย์บอร์ดที่มีปุ่มกดขนาดใหญ่ขึ้น
      
       

      
       กล้องถ่ายรูปฟังก์ชันกล้องถ่ายรูปที่ซัมซุงให้มา กับเวฟนั้นถือว่าทำได้น่าประทับใจทีเดียวคือ สามารถปรับโหมดการถ่ายภาพ, ตั้งค่าการทำงานของแฟลช, โหมดโฟกัสภาพ, การรับแสงได้เหมือนกล้องคอมแพกต์ทั่วๆไป รวมถึงการมีโหมดถ่ายภาพสำเร็จรูปหรือ SCN มาให้เลือกใช้ตามเหตุการณ์ที่ต้องการถ่ายโดยจะมีทั้งรูปคน ทิวทัศน์ กลางคืน กีฬา ปาร์ตี้/ในร่วม ชายหาด พระอาทิตย์ตก พระอาทิตย์ขึ้น สีสันของฤดูใบไม้ร่วง ดอกไม้ไฟ ตัวอักษร แสงเทียน และย้อนแสง
      
       

      
       การตั้งค่ากล้องถ่ายรูป สามารถสั่งให้หน้าจอสามารถมองเห็นได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแสงแดดจ้า, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, ตั้งค่าความละเอียดของภาพถ่าพ, ไกด์ไลน์ภาพ, การแสดงเวลาโชว์ภาพ, การเชื่อมต่อ GPS กับรูปถ่าย, เสียงชัตเตอร์, ที่เก็บไฟล์รูป และตั้งค่าใหม่
      
       Program and Setting
      
       

      
       ในหน้าของเมนูหลักซึ่งแบ่งออกเป็น 3 หน้า ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกดแก้ไข เพื่อจัดการไอคอนแต่ละอันได้ รวมถึงการลบแอปพลิเคชันที่ไม่ต้องการได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าไปที่หน้าตั้งค่า
      
       การจัดวางเมนูในหน้าจอเมนูหลักจะเรียงจากโปรแกรมที่ใช้งานล่าสุด จะมาอยู่ในหน้าแรก ซึ่งในตอนแรกผู้ใช้งานอาจสับสนเล็กน้อย เวลาที่ต้องการหาเมนูที่เคยใช้งาน ซึ่งจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งตลอด
      
       

      
       มาในส่วนของแอปพลิเคชันพื้นฐานกันบ้าง เริ่มกันที่วิทยุ FMยัง คงต้องอาศัยสัญญาณจากหูฟัง สามารถเลือกสถานีโปรดมาไว้บนหน้าแรกได้ 6 สถานี
      
       

       

      
       เครื่องเล่นเพลงสามารถแสดงแทร็กทั้งหมด โดยแสดงผลปกอัลบัม, ชื่อเพลง และชื่ออัลบัม นอกจากนี้ยังสามารถแชร์เพลงผ่านอีเมล, บลูทูธ และ AllShare สามารถค้นหาเพลงที่มีเนื้อหาคล้ายกันได้
      
       

      
       สามารถตั้งค่าอีควอไลเซอร์ได้ทั้งแบบ Auto Normail Pop Rock Jazz Dance Classic และ Live สามารถตั้งค่าเอฟเฟ็กต์เสียงทั้งแบบ Normal, Wide, Concert Hall, Music Clarity, Bass Enhancement และ Externalisation
      
       

      
       "เครื่องเล่นวิดีโอ"รองรับไฟล์ MPEG4, H.263, H.264, WMV, DivX, XviD และใช้ระบบเสียง 5.1ch Mobile Theater ซึ่งจะจำลองระบบเสียงรอบทิศทางเหมือนใช้ระบบโฮม เธียเตอร์ ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ฟังผ่านหูฟังจะช่วยเพิ่มอรรสรถ และความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น การแสดงผลภาพวิดีโอเป็นแบบ 16:9 ทำได้คมชัดเหมือนดูจากแอลซีดีทีวีจริงๆ
      
       

      
       ค้นหามีเดีย หรือเมนูแกลอรีที่เราคุ้นเคย ซึ่งจะแสดงผลภาพถ่ายที่อยู่ในตัวเครื่องโดยจะแบ่งเป็นวันเดือนปีที่ถ่ายภาพ อีกทั้งยังสามารถส่งภาพได้ทีละหลายๆ ภาพ รวมถึงการอัปโหลดไปยังบล็อกต่างๆ ได้โดยตรง, สามารถเลือกพิมพ์ภาพโดยตรงผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับเครื่องพริ้นเตอร์ ที่รองรับ
      
       

      
       "โปรแกรมตกแต่งภาพ" ซึ่งถือเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ใช้สร้างสรรค์ภาพถ่ายที่ตัวเอง ถ่ายมาก นอกเหนือไปจากภาพที่ได้จากกล้องถ่ายภาพ ซึ่งความสามารถที่ให้มาก็ยังคงเป็นความสามารถพื้นฐานอาทิ การลดขนาด, Crop, หมุนภาพ, ปรับความสว่าง, ปรับโทนสี, ใส่ฟิลเตอร์, ใส่ตัวอักษร, ปรับความคมชัด-เบลอ รวมถึงการใส่ Emoticon ต่างๆ ลงไปบนภาพถ่ายได้
      
       

      
       นอกจากโปรแกรมตกแต่งภาพนิ่งแล้ว "เวฟ" ยังมาพร้อมโปรแกรม สร้างภาพวิดีโอ โดยจะนำไฟล์ภาพนิ่งที่มีบนโทรศัพท์หลายๆ ภาพมาวางต่อกัน จากนั้นสามารถเลือกวิธีทรานซิชัน หรือการเปลี่ยนภาพ รวมถึงการใส่เอฟเฟก การตั้งเวลาการเปลี่ยนภาพ การใส่ฉากหลัง และเปลี่ยนสีโทนภาพได้
      
       

      
       Samsung App Store ซึ่งถือว่าเป็นของใหม่ที่ทำออก มาเพื่อรองรับแอปพลิเคชันของบาด้า โดยก่อนหน้านี้ในโทรศัพท์รุ่นอื่นๆ ผู้ใช้งานต้องเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมหรือเกม จาก Wap ของซัมซุง
      
       เนื่องจาก "เวฟ" นั้นเป็นโอเอสตัวใหม่ ซึ่งถือเป็นระบบปฏิบัติการเปิด การใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ จึงจำเป็นต้องเข้าไปดาวน์โหลตใน Samsung App Store ที่จะหมวดหมู่เป็นแอปฯที่น่าสนใจ, แอปฯที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีทั้งแบบฟรี และเสียเงิน หรือจะเลือกดูตามหมวดหมู่ที่ต้องการก็ทำได้
      
       ซึ่งจากการดูแอปฯ ตามหมวดหมู่ โดยแบ่งเป็น Entertainment 69แอปฯ, E-Book 20แอปฯ, Games 52แอปฯ Health/Life 45 แอปฯ Music/Video 8แอปฯ News 19แอปฯ Navigation 9แอปฯ Productivity 2แอปฯ Reference 19 รายการ Social Networking 4รายการ และ อื่นๆ อีก 58 รายการ
      
       ถ้านับรวมทั้งสินแล้ว ปัจจุบันซัมซุงมีแอปพลิเคชันที่รองรับ การใช้งานบนระบบปฏิบัติการบาด้า เพียงแค่ 305 แอปพลิเคชัน ซึ่งถือ ว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ อาจเป็นเพราะยังเป็นของเล่นใหม่ที่นักพัฒนายังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก เมื่อเทียบกับโอเอสตัวอื่นๆ แต่ผู้บริหารซัมซุงเคยออกมาพูดในงานแถลงข่าวเปิดตัวบาด้าว่า ภายใน ปีนี้ใน Samsung App Store จะมีแอปฯทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ตัว
      
       

      
       มาในส่วนของการตั้งค่านั้นประกอบไปด้วยโหมดการบิน, การเชื่อมต่อ, รูปแบบเสียง, หน้าจอและแสง, ทั่วไป, วันที่และเวลา, เมนูและ Widget, แอปพลิเคชัน, ระบบป้องกัน, หน่วยความจำ, ตั้งค่าใหม่ และเกี่ยวกับโทรศัพท์
      
       ในส่วนของการเชื่อมต่อ เมื่อเข้ามาจะพบกับการตั้งค่าบลูทูธ, ไวไฟ, Mobile AP, AllShare, ซิงโครไนซ์, ตำแหน่ง, เครือข่าย, โรมมิ่งข้อมูล, ใช้แพ็กเกจดาต้า, การนับแพ็กเกจดาต้า, USB และ PAL
      
       

      
       จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ คงหนีไม่พ้นโปรแกรม Mobile AP ซึ่งจะใช้โทรศัพท์มือถือเป็นตัวเราท์เตอร์ หรือตัวส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านทางไวเลสให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้ถึง 3 เครื่อง เพียงใส่รหัสตามที่โทรศัพท์ระบุลงในช่อง WPA
      
       

      
       All Share ซึ่งจะแบ่งรูปแบบการใช้งานออกเป็น 3 ประเภท คือการเล่นไฟล์มัลติมีเดียบนที่บันทึกอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ผ่านอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี DLNA ถัดมาคือการเล่นไฟล์จากคอมพิวเตอร์บนโทรศัพท์ และสุดท้ายคือการสั่งให้เครื่องเล่นไฟล์บนคอมพิวเตอร์ผ่านโทรทัศน์ที่เชื่อม ต่อเข้าด้วยกัน
      
       

      
       การตั้งค่ารูปแบบเสียง ทำได้เหมือนโทรศัพท์มือถือ ทุกๆ รุ่น คือสามารถปรับประเภทของการเตือน, เสียงเรียกเข้า ระดับการสั่นเตือน และเสียงเตือนข้อความเข้า การตั้งค่าหน้าจอ สามารถปรับแต่งฟร้อนท์ที่ใช้บนโทรศัพท์, ระดับความสว่าง และเวลาแสงพื้นหลังได้
      
       

       

      
       การตั้งค่าทั่วไป เป็นการตั้งค่าภาษาของเครื่อง และภาษาของคีย์บอร์ดที่ใช้ ซึ่งมีให้เลือกทั้งภาษาอังกฤษ, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ไทย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และเกาหลี
      
       การใช้งานยังสามารถคว่ำหน้าจอเพื่อพักเสียงเรียกเข้าได้ การสัมผัส เลือกระดับการตอบสนองการสั่น การล็อกแผงสัมผัสอัตโนมัติได้, การตั้งค่าระบบป้องกัน สามารถเลือกล็อกโทรศัพท์, ล็อกรายการส่วนตัว และโมบายล์แทร็กเกอร์โดยการใช้รหัสผ่านได้
      
       

      
       การจัดการแอปพลิเคชัน ทำได้โดยเข้าไปที่ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ > ข้อมูลระบบ > CPU ซึ่งจะแสดงสถานะการทำงานของซีพียู และจะรายงานผลว่าขณะนี้มีแอปพลิเคชันตัวไหนเปิดอยู่บ้าง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกปิดแอปฯตัวที่ไม่ได้ใช้งานได้
      
       

      
       สุดท้ายในส่วนของสเปกของเครื่องภายในของเครื่องใช้หน่วย ประมวลผล Samsung Hummingbird ความเร็ว 1GHz หน่วยความจำ ROM 2GB, RAM 512 MB ใช้ซอฟท์แวร์ bada เวอร์ชัน 1.1
      
       Design Of Samsung Wave
      
       

      
       ถ้ามองกันผ่านๆ จะเห็นได้ว่าเวฟเป็นสมาร์ทโฟนธรรมดาตัวหนึ่งที่มีตัวเครื่องเพียวบาง และมีดีไซน์ไม่ต่างอะไรกับโทรศัพท์มือถือของซัมซุงรุ่นอื่นๆ แต่เมื่อลองมาสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความทนทานของตัวเครื่องที่ผลิตจากพลาสติก คุณภาพสูง และสแตนเลสสติล ตัวเครื่องหยิบจับได้ง่าย สามารถพกใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงได้โดยไม่รู้สึกเกะกะ
      
       โดยตัวเครื่องมีขนาด 118 x 56 x 10.9 มิลลิเมตร และหนัก 117 กรัม
      
       

       

      
       ด้านหน้า – ไล่จากด้านบนจะมีลำโพงสนทนา และกล้องตัวหน้าสำหรับการสนทนาแบบเห็นภาพ ด้านล่างมีโลโก้ Samsung สีเทา และหน้าจอ Capasitive แบบสัมผัสขนาดกว้าง 3.3 นิ้ว ความละเอียด WVGA (800x480 พิกเซล) Super AMOLED 16 ล้านสี ที่มีความคมชัดกว่าหน้าจอทั่วไปถึง 10 เท่า และเป็นหน้าจอที่กินไฟน้อย ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี ด้านล่างหน้าจอมีปุ่มโทรออกและรับสาย, ปุ่มเมนู และปุ่มวางสาย หรือปุ่มปิดเปิดเครื่อง
      
       

      
       ด้านหลัง – ฝาหลังทั้งหมดผลิตจากสแตนเลสสติลที่ให้ความรู้สึกแข็งแรง ด้านบนสุดขวามือจะเห็นช่องสำหรับร้อยสายคล้องคอ ถัดลงมาคือกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และไฟแฟลช ตรงกลางของฝาหลังจะมีโลโก้ Samsung ซึ่งเป็นตัวนูนพาดอยู่
      
       

      
       เมื่อเปิดฝาหลังจะพบกับแบตเตอรี Li-Ion ความจุ 1,500 mAh ถอดแบตเตอรีออกจะพบกับช่องใส่ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำแบบไมโครเอสดี รองรับความจุได้สูงสุด 32 กิกะไบต์
      
       

       

      
       ด้านซ้าย มีเพียงปุ่มปรับระดับความดังของเสียง ด้านขวา – มีปุ่มล็อกหน้าจอ และปุ่มกดชัตเตอร์
      
       

      
       ด้านบน - เริ่มจากซ้ายมือมีพอร์ตไมโครยูเอสบี สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับคอมพิวเตอร์, ชาร์ตแบตเตอรี และต่อหูฟังจากซัมซุง ถัดมาคือช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5มิลลิเมตร และลำโพงขยายเสียง
      
       บทสรุป
      
       แม้ว่าซัมซุง เวฟ จะเป็นสมาร์ทโฟนทีใช้โอเอสตัวใหม่ ที่อาจยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก และมีแอปพลิเคชันให้เลือกดาวน์โหลดน้อยกว่าโอเอสเปิดบนตลาดตัวอื่นๆ แต่ด้วยคุณคุณสมบัติโดยรวมของเครื่องทั้งซีพียูความเร็ว 1GHz, หน้าจอ Super AMOLED ที่มีความคมชัดสูง, กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล, ตัวเครื่องที่มีความบางและทนทาน รวมถึงความสามารถต่างๆ ที่ซัมซุงจับยัดใส่มาให้ บวกกับราคาขายหมื่นต้นๆ ก็นับว่าคุ้มค่ามากที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงิน
      
       การใช้งานมัลติมีเดียต่างๆ ให้ภาพและเสียงที่ดีมาก สามารถเลือกใช้หูฟังทั้งแบบมาตรฐาน 3.5 มม. หรือหูฟังของซัมซุงที่ให้มาในกล่องซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านพอร์ตไมโคร ยูเอสบี การใช้งานกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล โฟกัสภาพได้รวดเร็ว และแม่นยำ สามารถเลือกจุดโฟกัสที่ตัวเองต้องการได้โดยการใช้นิ้วสัมผัส ภาพที่ได้มีความคมชัดดี
      
       การเชื่อมต่อที่ให้มา เวฟรองรับระบบ 3G ที่คลื่นความถี่ 900/2100 MHz ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 7.2Mbps อัปโหลดที่ 2Mbps รองรับการเชื่อมต่อไมโครยูเอสบี ไวไฟ บลูทูธ 3.0 และ GPS
      
       การใช้งานแบตเตอรี ใช้โทรศัพท์เป็นเบอร์หลักมีการโทรออก รับสาย และใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน EDGE ตลอดทั้งวัน แบตฯ อยู่ได้นานเต็มวัน จากการชาร์ตแบตให้เต็มในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง
      
       ขอชม
       - การสั่งงานต่างๆ ทำได้เร็วมาก ไม่มีอาการแฮงค์ หรือหน่วง
       - หน้าจอมีความคมชัด
       - กล้องถ่ายรูปทำงานได้ดี การโฟกัสภาพทำได้ไว
       - มี Social Hub ที่ช่วยให้ใช้งานโซเนียล เน็ตเวิร์กได้ง่ายขึ้น
       - ตัวเครื่องมีขนาบาง พกพาสะดวก
       - รองรับเทคโนโลยี DNLA ช่วยให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเลกทรอนิกตัวอื่นๆได้
      
       ขอติ
       - มีแอปพลิเคชันให้เลือกใช้งานน้อย
       - การค้นหาสัญญาณ GPS ยังทำได้ช้า

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แคนนอนมั่นใจยังครองแชมป์อิงก์เจ็ต

แคนนอนอัดงบ 60 ล้านบาทจัดแคมเปญ “Canon PIXMA Celebrate 10 Years No. 1 Market Share” ตามกลยุทธ์ยูสเซอร์ เซ็นทริก ที่มุ่งคืนกำไรกับผู้บริโภค หลังครองแชมป์พรินเตอร์อิงก์เจ็ตมา 10 ปี มั่นใจปีนี้ยังเป็นแชมป์ต่อเนื่องด้วยส่วนแบ่งตลาด 50%

นายวรินทร์ ตันติพงศ์พาณิช ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชัน บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) กล่าวว่า กลยุทธ์ การทำตลาดพรินเตอร์อิงก์เจ็ตทั้งแบบซิงเกิลและมัลติฟังก์ชันยังจะมุ่งเน้น เรื่องของการเข้าหาผู้บริโภค ด้วยกลยุทธ์ยูสเซอร์ เซ็นทริก เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น

จากแผนการรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวแคนนอนได้เปิดศูนย์บริการแคนนอน คอนเซ็ปต์ สโตร์ เพื่อขยายตลาดเข้าไปในเขตภูมิต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งอัปเดตเทคโนโลยี สินค้าใหม่ๆ ของแคนนอน รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น โดยลูกค้าสามารถสอบถามเกี่ยวกับสินค้า ร่วมทำกิจกรรม ร่วมเวิร์กชอป และทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของสินค้าประเภทต่างๆการซ่อมบำรุงผลิตภัณฑ์ อย่างครบวงจรด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ปัจจุบันแคนนอนมีศูนย์ที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว 2 แห่งคือที่ภูเก็ตและชลบุรี และกำลังจะเปิดอีก 3 สาขาคือที่เชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพฯภายในปีนี้

จากความสำเร็จของแคนนอนที่เป็นผู้นำตลาดพรินเตอร์อิงก์เจ็ตติดต่อกัน 10 ปี จนขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ ที่ 44% โดยได้ใช้งบ 60 ล้านบาท จัดคาราวานเพื่อฉลองความสำเร็จและเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า คู่ค้า ด้วยแคมเปญ Canon PIXMA Celebrate 10 Years No. 1 Market Share หมุนเวียนไปตามภาคต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. ถึง 30 ก.ย.นี้

พร้อมกันนี้ แคนนอนได้ดึง สมาร์ท-กฤษฎา พรเวโรจน์ และมาร์กี้-ราศรี บาเลนซิก้ามาสาธิตเทคโนโลยีของแคนนอน โดยสมาร์ทเป็นตัวแทนของพรินเตอร์พิกซ์มา บิซิเนส อิงก์เจ็ต พรินเตอร์ รุ่น MX347 MX357 และ MX876 ด้วยประสิทธิภาพการใช้งานแบบออล อิน วัน โดยเทคโนโลยี Wi-Fi Built-in และ Wired LAN ทุกรุ่น ซึ่งจะช่วยให้การทำงานในองค์กรสะดวกขึ้น ส่วนมาร์กี้เป็นตัวแทนโฟโต อิงค์เจ็ท พรินเตอร์ รุ่น MP996 MP648 และ MP568 ที่ใช้เทคโนโลยีการพรินต์ภาพผ่านแอปพลิเคชัน IEPP (iPhone Easy Photo Print) ที่มีอยู่ในมือถือ โดยการสั่งพรินต์จากมือถือไอโฟน หรือไอพ็อดทัชผ่าน Wi-Fi

ทั้งนี้ จากการจัดแคมเปญดังกล่าว รวมถึงกลยุทธ์ที่แคนนอนวางไว้คาดจะยังเป็นผู้นำตลาดอิงก์เจ็ตต่อไป โดยตั้งส่วนแบ่งตลาดปีนี้ไว้ที่ 50%

ความหมายของ Pixel

Pixel อ่านว่า "พิกเซล" คือ ส่วนหนึ่งที่เล็กที่สุดของภาพดิจิตอล เป็นส่วนของการแสดงผลภาพบนสื่อดิจิตอลที่มาจากสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์หรือแสดง โดยค่าดิจิตอล พิกเซลเป็นค่าบนอุปกรณ์แสดงผล หรือ ในกล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอล (photosensor) และสามารถใช้ในนามธรรมเป็นหน่วยของการวัด(ตัวชี้วัด)ความละเอียดเช่น: 640 x 480 Pixel หมายความว่า มีความละเอียด 307,200 Pixel นั่นเอง


แต่ 1 Pixel จะเป็นสีหนึ่งสีใดเพียงสีเดียวเท่านั้นจะมีสีอื่นไม่ได้ เนื่องจากว่าเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของการแสดงผล ฉนั้นรูปที่เราเห็นจึงประกอบด้วยหลายๆ Pixel มาต่อเรียงกันจนเกิดภาพนั่นเอง


นอก เหนือจากหน่วยของการแสดงที่เป็น Pixel ที่เราได้ยินกันเป็นประจำแล้วยังมีคำว่า bpp ย่อมาจากคำว่า bits per pixel (บิตต่อพิกเซล) คือค่าของจำนวนสีที่สามารถแสดงได้ในหนึ่งพิกเซล ดังที่บอกไปในข้างต้นว่า 1 Pixel จะสามารถแสดงผลแสดงผลได้เพียงสีเดียวเท่านั่น ดั่งนั่นค่า bpp จะเป็นตัวบอกว่าใน 1 Pixel จะสามารถเปลี่ยนสีได้กี่สี (รูปคงไม่สวยแน่ถ้ามี Pixel หลายอันมาเรียงต่อกันแล้วทุกพิกเซลเป็นสีเดียวกัน) อาจเรียกว่า บิต (ฺBit) เฉยๆก็ได้ เช่น ภาพขนาด 640x480x24b, 640x480x24bit หรือ 640x480x24บิต

1 bpp, =2 สี (ขาวดำ)
2 bpp, =4 สี
3 bpp, =8 สี
4 bpp, =16 สี
5 bpp, =32 สี
6 bpp, =164 สี
7 bpp, =128 สี
8 bpp, =256 สี
9 bpp, =512 สี
10 bpp, =1,024 สี
11 bpp, =2,048 สี
12 bpp, =4,096 สี
13 bpp, =8,192 สี
14 bpp, =16,384 สี
15 bpp, =32,768 สี
16 bpp, =65,536 สี ( "Highcolor")
17 bpp, =131,072 สี
18 bpp, =262,144 สี
19 bpp, =524,288 สี
20 bpp, =1,048,576 สี
21 bpp, =2,097,152 สี
22 bpp, =4,194,304 สี
23 bpp, =8,386,088 สี
24 bpp, =16,777,216 สี หรือ 16.8 million สี ( "Truecolor")

32 bpp, =4,294,967,296 สี


ที่เราเห็น เป็นประจำก็จะมี 8 bpp =256 สี (การแสดงผลในคอมรุ่นเก่าๆ)
16 bpp=65,536 สี (รุ่นใหม่มานิดหนึ่ง)
24 bpp=16,777,216 สี (ไฟล์รูปสกุล .jpg)
32 bpp=4,294,967,296 สี (การแสดงผลในจอคอมปัจจุบัน)

Lux คืออะไร, BLC คืออะไร, wide dynamic คืออะไร, SD3 คืออะไร (กล้องย้อนแสง / Wide Dynamic)

Lux คือค่า ความสว่าง (illuminance หรือ illumination)ของแสง แสง คือการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่ รังสีอินฟราเรดถึงรังสีอัลตราไวโอเลตด้วย สมบัติพื้นฐานของแสง (และของการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงคลื่น)

Lux คือค่า ความสว่าง (illuminance หรือ illumination)ของแสง
แสง คือการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่ รังสีอินฟราเรดถึงรังสีอัลตราไวโอเลตด้วย สมบัติพื้นฐานของแสง (และของการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงคลื่น) ได้แก่

1. ความเข้ม (ความสว่างหรือแอมพลิจูด ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปความสว่างของแสง)
2. ความถี่ (หรือความยาวคลื่น ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปสีของแสง) และ
3. โพลาไรเซชัน (มุมการสั่นของคลื่น ซึ่งโดยปกติมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้)
แสงจะแสดงคุณสมบัติทั้งของคลื่นและของอนุภาคในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค ธรรมชาติที่แท้จริงของแสงเป็นปัญหาหลักปัญหาหนึ่งของฟิสิกส์สมัยใหม่

แสงมี คุณสมบัติทวิภาวะ กล่าวคือ

1.แสงเป็น คลื่น : แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยที่ระนาบการสั่นของสนามแม่เหล็กตั้งฉากกับระนาบการสั่นของสนามไฟฟ้า และตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น และแสงก็มีการเลี้ยวเบนด้วย ซึ่งการเลี้ยวเบนก็แสดงคุณสมบัติของคลื่น
2.แสงเป็นอนุภาค : แสงเป็นก้อนพลังงานมีค่าพลังงาน E = hf โดยที่ h คือค่าคงตัวของพลังค์ และ f คือความถี่ของแสง เรียกอนุภาคแสงว่าโฟตอน


ค่า Lux ที่แสดงในรายละเอียดของกล้องวงจรปิด จึงหมายถึงค่าของแสงที่กล้องตัวนั้นๆ สามารถจับภาพได้
เช่น 0.8 lux (Colour) กล้องตัวนี้สามารถจับภาพที่เป็นภาพสีได้ ที่แสง 0.8 Lux หรือ มากกว่า หากแสงน้อยกว่า 0.8 Lux จะเป็นภาพขาวดำ และจะจับภาพไม่ได้ที่ 0 Lux แต่จะไม่บอกไว้ เนื่องเป็นค่าคงที่อยู่แล้วของกล้องทุกตัวอยู่ แล้ว นอกเสียจากว่ากล้องนั้นเป็นกล้องที่มีอินฟาเรด ดังนั้นการเลือกล้อง วงจรปิดนอกจากจะเลือกกล้องที่มี TVLine สูงๆ แล้วมักจะนิยมมองหากล้องที่มีค่า Lux ตํ่าๆ ด้วย

BLC ย่อมาจาก Back Light Control หมายถึง ควบคุมการย้อนแสง โดยปกติกล้องทุกประเภทจะมีปัญหาในเรื่องการถ่ายภาพที่เป็นภาพย้อนแสงอยู่ แล้ว เช่น ถ่ายภาพจากจุดที่มืดออกมา ในที่ๆ มีแสงมากทำให้รูปที่ออกมามืดกว่าปกติ ดั้งนั้นในกล้องวงจรปิดจะพัฒนาฟังชั่น BLC มาเพื่อแก้ไขปัญหานี้จะมีในกล้องวงจรปิดบางรุ่นเท่านั้น

DVR (Digital Video Recorder) คืออะไร

เครื่องบันทึกวิดีโอแบบดิจิตอล (Digital Video Recorder, DVR) หรือ เครื่องบันทึกวิดีโอส่วนบุคคล (Personal Video Recorder, PVR)

เครื่อง บันทึกภาพ ( Video Recorder)
เครื่องบันทึกภาพรุ่นแรก ที่ใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดจานม้วน (Reel) ขนาด 3/4 นิ้ว และขนาด 1/2 นิ้ว ต่อมาพัฒนาเป็นชนิดตลับ (Cassette) ก็ยังคงใช้ขนาด 3/4 นิ้วอยู่ จนมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเป็นขนาด 1/2 นิ้ว ในอดีตเทปชนิดตลับมีอยู่ 2 ระบบ คือ Betamax ของบริษัท โซนี่ และ VHS ของบริษัท JVC ต่อมาในปัจจุบันคงเหลือแต่ระบบ VHS เท่านั้นได้มีการพัฒนาเป็น S-VHS เพื่อที่จะให้ได้คุณภาพของสีที่ดีกว่าเดิม ในปัจจุบันนี้พยายามที่จะทำการบันทึกภาพลงในแผ่นแม่เหล็กของคอมพิวเตอร์ ให้ได้ดีเท่ากับหรือดีกว่า ที่ใช้บันทึกด้วยเทปชนิดตลับ
เครื่องบันทึกภาพ เป็น อุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับระบบโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสามารถจะเก็บภาพต่างๆไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลังได้ เครื่องบันทึกภาพทั่วไปจะบันทึกภาพได้ตามความยาวของเนื้อเทปที่ใช้ เช่น เนื้อเทปมีความยาว 180 นาที ก็จะสามารถบันทึกได้ 180 นาที ในระบบ Standard Play และจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ถ้าบันทึกด้วยระบบ Long Play
เครื่อง บันทึกภาพส่วนมากที่นิยมใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดหน่วงเวลา (Time-Lapse) โดยที่ใช้ม้วนเทปความยาวเพียง 180 นาที แต่สามารถที่จะบันทึกได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 72 ชั่วโมง ไปจนถึง 960 ชั่วโมง แต่การบันทึกภาพที่ใช้เวลายาวนานแบบนี้ ภาพที่ได้จะไม่ต่อเนื่อง ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าใด ความต่อเนื่องของภาพก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ การตั้งระยะเวลายาวๆ เหมาะกับการใช้งานในบางกรณีเท่านั้น เช่น ใช้ร่วมกับระบบเตือนภัย เป้นต้น
เครื่อง บันทึกวิดีโอแบบดิจิตอล (Digital Video Recorder, DVR) หรือ เครื่องบันทึกวิดีโอส่วนบุคคล (Personal Video Recorder, PVR) เป็นอุปกรณ์ที่บันทึกวิดีโอในรูปแบบดิจิตอลไปยัง ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำภายในอุปกรณ์เอง เช่น portable media players ( PMP ) เล่นสื่อแบบพกพา (PMP) ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ช่วยให้การจับภาพวิดีโอและการเล่นและจากดิสก์ได้ในตัว

Digital Video Recorder การทำงานหลักๆ คือการนำภาพวีดิโอมาประมวลผลแล้วทำการบันทึกภาพที่ประมวลผลในหน่วยความจำ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำอื่นๆ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ

1. Analog/Digital คือ ทำงานแบบ อนาล็อกเป็นดิจิตอล เช่น กล้องวงจรปิดที่เป็นอนาล็อก ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพที่เป็นระบบดิจิตอล

2. Digital/Digital คือ การทำงานแบบ ดิจิตอลเป็นดิจิตอล เช่น กล้องวงจรปิดที่เป็นกล้อง Network Camera หรือเรียกว่ากล้องไอพี ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ (Network Video Recorder, NVR)ที่ระบบดิจิตอลผ่านทางเครือข่ายโปรโตคอล (Network Protocol) TCP/IP

การ เลือกใช้ระบบกล้องวงจรปิดให้เหมาะสมต่อการใช้งาน

ตาม ที่กล่าวมาจะมีการใช้งานในลักษณะ Analog/Digital จะนิยมใช้งานมากกว่า จากเหตุผลในเรื่องของงบประมาณและการติดตั้ง เนื่องจากระบบ อนาล็อกเป็นดิจิตอลเป็นระบบที่ง่ายต่อการติดตั้ง, การใช้งาน, และมีต้นทุนที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับระบบ Digital/Digital ซึ่งมีระบบที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่า ส่วนใหญ่จะใช้ในระบบกล้องวงจรปิดขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วน, ท่าอากาศยาน, หรือระบบที่ติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่กันคนละจังหวัด, ประเทศ, หรือคนละทวีป แต่ระบบสามารถเชื่อมต่อและบันทึกภาพจากจุดเดียวหรือหลายๆ จุดในกรณีจุดใดจุดหนึ่งเกิดปัญหาขัดข้องได้ และการทำงานในลักษณะดังกล่าวจะเป็นแบบอัตโนมัติ และสามารถติดตั้งระบบตรวจจับ เช่น การป้องกันการก่อการร้ายข้ามชาติ โดยการจดจำใบหน้า (Face recognition System) เพื่อส่งข้อมูลไปให้กับตำรวจสากลเพื่อติดตามคนร้ายจากใบหน้าผ่านระบบ กล้องวงจรปิด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันระบบ Analog/Digital ก็ได้ถูกพัฒนาเพื่อเชื่อต่อกับระบบเครือข่ายด้วยเช่นกัน จึงได้มีการออกแบบระบบใหม่ขึ้นมาใช้เรียกว่า ระบบแบบไฮบริด (Hybrid CCTV System) ซึ่งจะรวมกันทั้ง 2 ระบบนี้ไว้ด้วยกัน

เครื่องบันทึกภาพ ( Video Recorder)

เครื่องบันทึกภาพรุ่นแรก ที่ใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดจานม้วน (Reel) ขนาด 3/4 นิ้ว และขนาด 1/2 นิ้ว ต่อมาพัฒนาเป็นชนิดตลับ (Cassette) ก็ยังคงใช้ขนาด 3/4 นิ้วอยู่ จนมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเป็นขนาด 1/2 นิ้ว ในอดีตเทปชนิดตลับมีอยู่ 2 ระบบ คือ Betamax ของบริษัท โซนี่ และ VHS ของบริษัท JVC ต่อมาในปัจจุบันคงเหลือแต่ระบบ VHS เท่านั้นได้มีการพัฒนาเป็น S-VHS เพื่อที่จะให้ได้คุณภาพของสีที่ดีกว่าเดิม ในปัจจุบันนี้พยายามที่จะทำการบันทึกภาพลงในแผ่นแม่เหล็กของคอมพิวเตอร์ ให้ได้ดีเท่ากับหรือดีกว่า ที่ใช้บันทึกด้วยเทปชนิดตลับ
เครื่องบันทึกภาพ เป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับระบบโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสามารถจะเก็บภาพต่างๆไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลังได้ เครื่องบันทึกภาพทั่วไปจะบันทึกภาพได้ตามความยาวของเนื้อเทปที่ใช้ เช่น เนื้อเทปมีความยาว 180 นาที ก็จะสามารถบันทึกได้ 180 นาที ในระบบ Standard Play และจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ถ้าบันทึกด้วยระบบ Long Play
เครื่อง บันทึกภาพส่วนมากที่นิยมใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดหน่วงเวลา (Time-Lapse) โดยที่ใช้ม้วนเทปความยาวเพียง 180 นาที แต่สามารถที่จะบันทึกได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 72 ชั่วโมง ไปจนถึง 960 ชั่วโมง แต่การบันทึกภาพที่ใช้เวลายาวนานแบบนี้ ภาพที่ได้จะไม่ต่อเนื่อง ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าใด ความต่อเนื่องของภาพก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ การตั้งระยะเวลายาวๆ เหมาะกับการใช้งานในบางกรณีเท่านั้น เช่น ใช้ร่วมกับระบบเตือนภัย เป้นต้น

เครื่องบันทึกวิดีโอแบบดิจิตอล (Digital Video Recorder, DVR) หรือ เครื่องบันทึกวิดีโอส่วนบุคคล (Personal Video Recorder, PVR) เป็นอุปกรณ์ที่บันทึกวิดีโอในรูปแบบดิจิตอลไปยัง ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำภายในอุปกรณ์เอง เช่น portable media players ( PMP ) เล่นสื่อแบบพกพา (PMP) ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ช่วยให้การจับภาพวิดีโอและการเล่นและจากดิสก์ได้ในตัว

Digital Video Recorder การทำงานหลักๆ คือการนำภาพวีดิโอมาประมวลผลแล้วทำการบันทึกภาพที่ประมวลผลในหน่วยความจำ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำอื่นๆ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ

1. Analog/Digital คือ ทำงานแบบ อนาล็อกเป็นดิจิตอล เช่น กล้องวงจรปิดที่เป็นอนาล็อก ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพที่เป็นระบบดิจิตอล

2. Digital/Digital คือ การทำงานแบบ ดิจิตอลเป็นดิจิตอล เช่น กล้องวงจรปิดที่เป็นกล้อง Network Camera หรือเรียกว่ากล้องไอพี ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ (Network Video Recorder, NVR)ที่ระบบดิจิตอลผ่านทางเครือข่ายโปรโตคอล (Network Protocol) TCP/IP

การเลือกใช้ระบบกล้องวงจรปิดให้เหมาะสมต่อการใช้ งาน

ตามที่กล่าวมาจะมีการใช้งานในลักษณะ Analog/Digital จะนิยมใช้งานมากกว่า จากเหตุผลในเรื่องของงบประมาณและการติดตั้ง เนื่องจากระบบ อนาล็อกเป็นดิจิตอลเป็นระบบที่ง่ายต่อการติดตั้ง, การใช้งาน, และมีต้นทุนที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับระบบ Digital/Digital ซึ่งมีระบบที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่า ส่วนใหญ่จะใช้ในระบบกล้องวงจรปิดขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วน, ท่าอากาศยาน, หรือระบบที่ติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่กันคนละจังหวัด, ประเทศ, หรือคนละทวีป แต่ระบบสามารถเชื่อมต่อและบันทึกภาพจากจุดเดียวหรือหลายๆ จุดในกรณีจุดใดจุดหนึ่งเกิดปัญหาขัดข้องได้ และการทำงานในลักษณะดังกล่าวจะเป็นแบบอัตโนมัติ และสามารถติดตั้งระบบตรวจจับ เช่น การป้องกันการก่อการร้ายข้ามชาติ โดยการจดจำใบหน้า (Face recognition System) เพื่อส่งข้อมูลไปให้กับตำรวจสากลเพื่อติดตามคนร้ายจากใบหน้าผ่านระบบ กล้องวงจรปิด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันระบบ Analog/Digital ก็ได้ถูกพัฒนาเพื่อเชื่อต่อกับระบบเครือข่ายด้วยเช่นกัน จึงได้มีการออกแบบระบบใหม่ขึ้นมาใช้เรียกว่า ระบบแบบไฮบริด (Hybrid CCTV System) ซึ่งจะรวมกันทั้ง 2 ระบบนี้ไว้ด้วยกัน

การวัดค่าความละเอียดของกล้อง (TV Line) ทำอย่างไร


การทดสอบและวัดค่า TV Line ทำอย่างไรจะรู้ว่าค่าที่บอกไว้เป็นความจริง






 
การเลือกซื้อกล้องวงจรปิดที่เป็นอะนาล็อก สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องคมชัดของกล้อง จะต้องดูที่ค่าของ TV Line ดูง่ายๆ ก็คือค่า TV Line หรือ เส้นสแกนทางแนวนอน ค่ายิ่งมากยิ่งดี จะบอกถึงว่ากล้องตัวนั้นมีความละเอียดและคมชัดสูงนั่นเอง จะต่างจากกล้องที่เป็นระบบกล้อง ดิจิตอล (Network Camera/IP Camera) ค่าจะบอกเป็นพิกเซล หรือ VGA ซึ่งจะขอกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
จะทราบได้อย่างไรว่าค่าที่บอกมาเป็นความจริง แล้วค่าจริงๆ คือเท่าไหร่ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือ Test TVLine Chart จะเป็นกระดาษหรือ พลาสติกก็ได้ แต่ต้องเป็นผิวด้านเพื่อลดการสะท้อนแสง นำกล้องที่จะทำการวัดค่า TVLine มาจับภาพที่ Test TVLine Chart ปรับเลนส์ในตำแหน่งที่ชัดที่สุด



500TVLine
รูป ที่ 1 ตัวอย่างจากกล้อง 500 TVLine


400TVLine
รูป ที่ 2 ตัวอย่างจากกล้อง 420 TVLine
สังเกตภาพขณะที่แสดงบนจอแสดงผลหาตำแหน่งที่มีค่าสูงที่สุด(ค่า TVLine)ที่สามารถแยกเส้นออกจากกันได้ ส่วนที่ไม่สามารถแยกเส้นออกจากกันได้นั่นหมายความว่ากล้องไม่สามารถจับภาพ ที่ความละเอียดมากกว่านั้นได้ นั่นเอง
การวัด จะต้องใช้จอที่มีความละเอียดในการแสดงผลสูงด้วยเช่น วัด TVLine ที่ 500 TVLine จะต้องใช้จอที่มีความละเอียดในการแสดงผลสูงกว่า 500 TVLine ซึ่งจอแสดงผลทั่วไปไม่สามารถแสดงผลได้